สิยา โข ปนานนฺท ตุมฺหากํ เอวมสฺส อตีตสตฺถุกํ ปาวจนํ นตฺถิ โน สตฺถาติ น โข ปเนตํ อานนฺท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา
อานนท์พวกเธออาจจะพากันคิดว่าอีกไม่นาน พระธรรมวินัยจักมีศาสดาล่วงลับไปแล้ว พระศาสดาของเราก็จักไม่มีแล้ว อานนท์ พวกเธอ อย่าพึงเห็นอย่างนี้ อานนท์ ธรรมและวินัยอันใดที่เราได้แสดงไว้ และบัญญัติไว้แก่พวกเธอ ธรรมและวินัยนั้น จักเป็นศาสดา (แทน)ของพวกเธอ เมื่อเราล่วงลับไป
เป็นพุทธดำรัสที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสกับพระอานนท์ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพานไม่นาน พระสุรเสียงนี้เสมือนยังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของพุทธบริษัทตราบเท่าปัจจุบัน แม้ว่าพระรูปกายของพระพุทธองค์จะสูญสลายไปตามธรรมชาติ แต่ ธรรมและวินัย หรือคำสั่งสอนทุกอย่างยังประจักษ์และคงอยู่ตลอดกัลปาวสาน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย เสด็จปรินิพพาน ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี ถึงแม้จะเป็นการเสด็จไปตามคติธรรมดามนุษย์ แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์การสูญเสียอุตตมบุคคลที่สำคัญที่มีคุณต่อโลกทั้ง ๓ เพราะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทุกหมู่เหล่า ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ สกุล เป็นมนุษย์ เป็นพรหม เป็นเทวดา นาค ครุฑ คนธรรพ์ หรือแม้กระทั่งเป็นสัตว์นรก ต่างได้ลิ้มรสพระธรรม พ้นจากความทุกข์
พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแม้กระทั่งวินาทีสุดท้าย โดยทรงสร้างศาสนบุคคลฝากไว้ในพระพุทธศาสนา กล่าวคือทรงแสดงธรรมโปรดแก่ปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะ และได้ทรงประทานอุปสมบทให้เป็นพุทธสาวกองค์สุดท้าย |